หายหน้ากันไปเป็นปีๆ ถึงขนาดมาประกาศปิดบล็อกไปแล้ว แต่เหตุผลที่ทำให้คุณมะกลับมา เพราะว่าได้เจอกับ MIM รุ่น 26 (คุณมะรุ่น 22) ซึ่งเป็นปีปัจจุบันของ MIM ตอนนี้ ปรากฏว่าก็ยังมีคนรู้จักคุณมะอยู่บ้าง จึงไม่วายคิดถึงบล็อกนี้ขึ้นมาอีก แต่แน่นอนว่าจากนี้ไปเรื่องราวของคุณมะก็คงจะไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับ MIM มาเหมือนแต่ก่อน แต่ยังไงก็ทิ้งกันไม่ขาด เพราะ MIM ทำให้คุณมะเป็นคุณมะในวันนี้ได้

ตามหัวข้อวันนี้คุณมะจะมาเล่าความสำเร็จแรกหลังจากจบออกมาจาก MIM ให้ฟังค่ะ เมื่อสามสัปดาห์ที่แล้ว คุณมะได้ติดตามเพื่อนคนนึงไปแข่ง Startup Weekend Bangkok (ถ้าใครไม่เข้าใจคำว่า Startup ให้นึกถึงหนังเรื่อง The Social Network ที่เกี่ยวกับการก่อตั้ง Facebook นั่นแล่ะค่ะชีวิต Startup) ทีมคุณมะมีกัน 4 คน แต่ก่อนไปแข่งเราไม่ได้รู้จักกันทั้งหมด คุณมะตามเพื่อนร่วมงานคนนึง​(ซึ่งกำลังเรียน MIM อยู่) ไปแข่ง ซึ่งเพื่อนคุณมะได้จับกลุ่มกับเพื่อนร่วมชั้น MIM อีกสองคนไว้แล้ว และปรากฏว่าทีม MIM 4 หน่อก็พากันคว้ารางวัลที่หนึ่งมาจนได้
 
ตามไปดูวิดีโอของงาน Startup Weekend Bangkok ได้ที่นี่ค่ะ
 
วิธีการแข่งขันของ Startup Weekend ก็ไม่ธรรมดาเหมือนการแข่งแผนธุรกิจทั่วไปที่เอาแผนสำเร็จมาเสนอเฉยๆนะคะ เพราะให้เวลาตั้งแต่เริ่มต้น พัฒนา ประกอบเป็นแผนแค่ 54 ชม.เท่านั้น คือต้องไปค้างเพื่อแข่งกันสองคืน 
 
ขั้นตอนการแข่งขัน
1. 30 sec idea Pitch - ขั้นตอนนี้จะให้ใครก็ได้ขึ้นมาเสนอไอเดียธุรกิจที่ตัวเองจะทำ ตอนนี้ยังไม่มีการจัดทีมนะคะ โดยให้เวลาพูดแค่ 30 วินาทีเท่านั้น ถ้าหมดเวลาเมื่อไรเค้าจะตบมือไล่ทันที ซึ่งใครอยากจะมาเสนอไอเดียก็ได้
 
2. Form team - พอเสนอไอเดียกันเสร็จ ใครสนใจไอเดียไหนก็สามารถไปขอร่วมทีมกับเจ้าของไอเดียได้ ต้องบอกว่าคนที่มาร่วมการแข่งขันจะมาจากแบคกราวด์ที่แตกต่างกัน คือพวก developer หรือพวกเขียนซอฟต์แวร์ พวกนักการตลาดหรือธุรกิจ และกลุ่มสุดท้ายคือพวกดีไซเนอร์
 
3. Develop plan - พอรวมทีมได้แล้วก็มีเวลา 54 ชม.เพื่อพัฒนาไอเดียคอนเสปต์ให้เป็นแผนธุรกิจคร่าวๆเพื่อ Pitch กับกรรมการ
4. 5 min pitch - พอทำแผนกันเสร็จแล้ว แต่ละทีมจะมีเวลาเพียง 5 นาทีเท่านั้น และ 5 นาทีจริงๆ ถ้าหมดเวลาโดนไล่นะจ๊ะ เพื่อ pitch กับกรรมการ ที่ต้อง 5 นาทีเป็นเพราะว่าในโลก Startup จริงๆนั้นผู้ลงทุนหรือที่เค้าเรียกกันว่า Venture Capitalist (VC) วันๆเค้ามี Startup มาติดต่อขอตังค์กันมากมาย เพราะฉะนั้นเค้าไม่มีเวลานานๆมานั่งถกธุรกิจของคุณคนเดียวหรอก หลังจาก 5 นาทีในการ pitch ก็จะมีเวลาอีก 3 นาทีที่กรรมการจะถามคำถาม 
 
แล้วมันเกี่ยวอะไรกับ MIM???
ถ้าให้พูดตรงๆนะคะ คุณมะคิดว่า MIM มีส่วนมากๆที่ทำให้ได้รางวัลนี้มา อย่างแรกเพราะ MIM สอนให้ทุกคนเป็น entrepreneur และเป็น Marketer ไปพร้อมๆกัน ซึ่งมันแปลว่านอกจากเราจะคิดหาตังค์แล้ว เราต้องคิดด้วยว่าลูกค้าต้องการอะไร เราจะแก้ปัญหาอะไรให้ลูกค้า เข้าใจ STP (Segmentation/ Target/ Postioning) และนำเสนอ value ที่ตรงกับสิ่งที่ลูกค้าต้องการ เพราะฉะนั้นเวลาที่เราคิดไอเดียธุรกิจ โดยเฉพาะ tech startup มันจะต้องเริ่มมาจากปัญหา...ไม่ใช่เทคโนโลยีหรือ feature 
เหตุผลที่สองคือเราโชคดีที่ทุกคนเป็นศิษย์สถาบันเดียวกันหมด MIM culture สอนเราให้รู้จัก manage เวลา (โดยเฉพาะเมื่อมันมีอยู่แค่ 54 ชม.) และ Goal oriented คือยึดเป้าหมายเป็นหลัก เมื่อมีสองอย่างนี้ ego มันหายไป ทุกครั้งที่มีการเถียงกัน ทุกคนจะโยนความคิดของตัวเองลงไป แล้วสู้กันที่โลจิกอย่างเดียว ไม่มีใครที่คิดจะเอาชนะ จึงทำให้เราได้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับแผนการของเรา
นอกจากนั้นสิ่งเล็กๆน้อยๆอย่างการ present ต่อหน้ากรรมการอย่างมีประสิทธภาพ เราก็ได้กันมาจาก MIM เพราะที่นี่เราต้อง present กันทุกวิชา และทุกครั้งก็มีการจับเวลาที่เข้มงวดมาก จึงต้องมีการวางแผนในการ present เป็นอย่างดี เพื่อจะได้พูดครบทุกหัวข้อภายในเวลาที่กำหนด และที่สำคัญต้อง present ให้น่าสนใจด้วย
นี่แล่ะค่ะ สิ่งที่เราได้จาก MIM
 

แต่ว่าการแข่งขันของเรายังไม่จบแต่เพียงเท่านี้ เพราะตอนนี้ Infinit Closet (โปรเจคของคุณมะเอง) กำลังเป็นตัวแทน startup จากประเทศไทยไปแข่งขันกับอีก 137 ทีมจากทั่วโลกใน Global Startup Battle หรือการแข่งขัน startup ระดับโลกนั่นเอง และตอนนี้ทุกคนสามารถมีส่วนช่วยสนับสนุนคุณมะ และ Thai Startup ได้โดยช่วยกันไปโหวตให้พวกเราเข้ารอบสุดท้าย 15 ทีมได้ที่นี่ค่ะ 

www.infinitcloset.com หรือ http://bit.ly/RASVBn

ตามไปอ่านเรื่องราวของ Infinit Closet ได้ตามนี้เลยค่ะ